มาประเมินภาวะโภชนาการกัน จะทำให้รู้ทันโรคจากการกิน

วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ผู้คนใช้ชีวิตแบบเร่งรีบ ส่งผลทำให้การบริโภคอาหารของเราเปลี่ยนตามไปด้วย ภาวะโภชนาการของคนในอดีตและปัจจุบันจึงเปลี่ยนตาม ในอดีตเรามักคุ้นชินกับภาพผู้คนตัวเล็กผอมจากการขาดแคลนอาหาร แต่ในวันนี้กลับเปลี่ยนเป็นผู้คนอ้วนลงพุง หรือบางคนอาจจะมีรูปร่างปกติ แต่ภายในกลับมีปัญหาสุขภาพมากมาย เช่น น้ำตาลในเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น เพื่อให้เรารู้เท่าทันสุขภาพของตนเอง บทความนี้จึงอยากแนะนำให้มาอ่านเพื่อสำรวจภาวะโภชนาการของตนเองว่าเป็นอย่างไร ถ้าพร้อมแล้ว เริ่มกันที่

  1  ค่าดัชนีมวลกาย (body mass index) ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก เป็นตัวบ่งชี้ที่เหมาะสมสำหรับประเมินภาวะโภชนาการในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป เนื่องจากดัชนีมวลกายมีความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกับปริมาณไขมันในร่างกาย จึงนิยมใช้ค่าดัชนีมวลกายมาประเมินและแบ่งระดับโรคอ้วน โดยคำนวณจากสูตร

 

ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนัก (กิโลกรัม)

ส่วนสูง (เมตร)2

เมื่อได้ค่าดัชนีมวลกายเท่าไร แล้วนำมาเปรียบเทียบกับตารางนี้

สภาวะร่างกาย ดัชนีมวลกาย
ภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์ < 18.4
ภาวะโภชนาการอยู่ในเกณฑ์ปกติ 18.5 – 22.9
ภาวะโภชนาการมากกว่าเกณฑ์ ≥ 23

 

แม้การใช้ BMI จะเป็นที่นิยมในการวัดปริมาณไขมันในร่างกาย เนื่องจากใช้ง่าย และได้ค่าที่น่าเชื่อถือ แต่วิธีการนี้ไม่เหมาะในคนที่มีปริมาณกล้ามเนื้อมาก เช่น นักกีฬา ผู้ที่เล่นกล้าม เนื่องจากอาจได้ค่าที่ผิดพลาดได้

อย่างไรก็ตามนอกจากปริมาณไขมันทั้งหมดในร่างกายที่ใช้ค่าดัชนีมวลกายมาประเมินแล้ว ไขมันในช่องท้อง (abdominal fat) ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินความเสี่ยง เนื่องจากไขมันในช่องท้องที่สูงขึ้นเป็นส่วนสำคัญของกลุ่มอาการ metabolic syndrome ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคร่วมโดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองขึ้นไปอีก ในทางปฏิบัติจึงนิยมวัดเส้นรอบเอว (waist circumference) ในการประเมินไขมันในช่องท้อง

  1. อัตราส่วนของเส้นรอบเอวต่อเส้นรอบสะโพก (waist hip ratio, WHR) โดยทำการวัดขณะที่ผู้ถูกวัดยืนตัวตรง วัดเส้นรอบเอวที่ระดับสะดือหรือส่วนที่กว้างที่สุดของท้อง วัดเส้นรอบสะโพกหรือส่วนที่กว้างที่สุดของสะโพกหรือก้น จะต้องวัดแค่ผิวไม่รัดจนแน่น ถอดเสื้อผ้าที่หนาออกหรือใส่เสื้อผ้าที่บาง ๆ โดยผู้ถูกวัดหายใจปกติ ไม่แขม่วท้อง เส้นรอบเอวเป็นดัชนีที่คาดคะเนมวลไขมันในช่องท้องและไขมันในร่างกายทั้งหมด ส่วนเส้นรอบวงสะโพกให้ข้อมูลด้านมวลกล้ามเนื้อและโครงสร้างกระดูกบริเวณสะโพก อัตราส่วนของเส้นรอบวงเอวต่อเส้นรอบสะโพก คำนวณจากสูตรคำนวณอัตราส่วนของเส้นรอบเอวต่อเส้นรอบสะโพก (waist/hip ratio) ดังนี้

(waist/hip ratio) =       ความยาวเส้นรอบเอว(ซม.)

ความยาวเส้นรอบสะโพก(ซม.)

ใช้เกณฑ์ตัดสินดังนี้

ผู้ชายอัตราส่วนของเส้นรอบเอวต่อเส้นรอบสะโพก มากกว่า  0.9 ถือว่า อ้วนลงพุง

ผู้หญิงอัตราส่วนของเส้นรอบเอวต่อเส้นรอบสะโพก มากกว่า 0.8 ถือว่า อ้วนลงพุง

 

อ่านมาถึงตรงนี้หลายท่านอาจรู้แล้วว่า ภาวะโภชนาการของตนเองเป็นเช่นไร หากผลการประเมินอยู่ในเกณฑ์ปกติดี ทุกหัวข้อก็ขอให้รักษาพฤติกรรมสุขภาพเดิมไว้ แต่หากผู้ใดสำรวจแล้วพบว่ามีปัญหาก็อย่ามองข้าม เพราะปัญหาสุขภาพเพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นได้ จึงควรเร่งปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เหมาะสมควบคมอาหาร หมั่นออกกำลังกาย เพื่อจะได้เป็นผู้มีสุขภาวะโภชนาการที่ดี และห่างไกลจากโรคภัย

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *